กังวลกับ “Lost Decade” หรือ “ทศวรรษที่หายไป”
การจมดิ่งที่ไร้ความหวังของคนไทยยาวนานกว่า 20 ปี
หลายคนยังรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า บางครอบครัวมีรายได้ไม่พอรายจ่าย ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์มองว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้เหมือนนักกีฬาสูงวัย วิ่งช้าลง และ เติบโตต่ำกว่าศักยภาพเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะต่ำกว่า 2% เตรียมเข้าสู่ยุค Lost Decade
การเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะต่ำกว่า 2% เตรียมเข้าสู่ยุค Lost Decade
ข้อมูลของเศรษฐกิจไทยในปี 2024 ส่งสัญญาณน่าห่วงหลายอย่าง จนนักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจถึงกับใช้คำว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค “ Lost Decade” หรือ “ทศวรรษที่หายไป” คำๆนี้เคยถูกใช้กับวิกฤตเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่การเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตัวต่ำมากในช่วงยุค 1990 และต่ำต่อเนื่องยาวนานนับสิบปีจากนั้น แม้ว่าในอดีตเคยมีการเติบโตที่สูงมากก็ตาม
สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ยุค“ Lost Decade” จริงหรือไม่? บทวิเคราะห์ เรื่อง "เศรษฐกิจไทยสู่ยุคโตต่ำ 2%" ของ KKP Research ฉายภาพให้เห็นชัดเจน
ในอดีตศักยภาพของ GDP ไทย เคยอยู่ 8.1% ในช่วงปี 1961-1970 และยังเติบโตอยู่เหนือระดับ 6% กินเวลายาวนานเกือบ 40 ปี จนกระทั่งในปี 2000 เป็นต้นมา ศักยภาพ GDP ไทยค่อยๆลดลงต่ำลงเหลือ 3% กว่า และ ปัจจุบันรวมถึงอนาคต GDP ไทยกำลังจะโตต่ำกว่า 2% และอาจกินเวลายาวนานนับ 10 ปี ซึ่งก็คงมีสภาพไม่ต่าง Lost Decade ของญี่ปุ่น
ข้อมูลจาก KKP Research ระบุว่า ทุกครั้งที่ไทยต้องเผชิญกับวิกฤตที่ทำให้เศรษฐกิจไทยต้องหดตัวรุนแรง แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะลดต่ำลงทุกครั้ง นับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1997 ที่เศรษฐกิจไทยเติบโตลดลงจากมากกว่า 7% ในช่วงก่อนหน้ามาเหลือเพียง 5% หลังจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 เศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยลดลงเหลือเพียง 3% และหลังวิกฤตโควิดในปี 2019 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยได้เพียง 2%การประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มจะเติบโตได้ต่ำกว่า 2% ด้วย 3 เหตุผลหลัก ได้แก่ 1. ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ภายใต้ภาวะการแข่งขันจากต่างประเทศที่เข้มข้นขึ้น 2. กำลังแรงงานที่ทั้งลดลงและแก่ตัวลง และ 3.ขาดการลงทุนที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพของปัจจัยการผลิต
ปัจจัยการผลิตที่เป็นแรงฉุดสำคัญ คือ ‘แรงงาน’ ที่ลดลง ซึ่งจะทำให้ศักยภาพการเติบโต (GDP Potential) ลดลงประมาณ 0.5 จุดต่อปีจนถึงปี 2030 และลดลง 0.8 จุดต่อปีในทศวรรษที่ 2040 ซึ่งจะทำให้ศักยภาพ GDP ไทยเหลือต่ำเพียงราว 2% ต่อปี โดยที่คงสมมติฐานให้การสะสมทุนและผลิตภาพเท่าเดิม
ซ้ำร้ายกว่านั้น หากการสะสมทุนหรือผลิตภาพหดตัวลงด้วย (ซึ่ง KKP Research มองว่าจะทยอยลดลงเช่นกัน) จะทำให้ศักยภาพ GDP ไทยจะต่ำลงไปได้ถึง 1.3% ต่อปีในปลายทศวรรษหน้า
“แรงงาน” ลดลงทั้งจำนวนและผลิตภาพ
ปัจจัยด้านแรงงานสำหรับประเทศไทยนอกจากจะเริ่มเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aged society) ซึ่งหมายถึงการที่มีประชากรอายุมากกว่า 65 ปีเป็นสัดส่วนมากกว่า 20% แล้ว กำลังแรงงานในวัยทำงาน (15-60 ปี) ก็ได้ลดลงแล้วด้วย จากประมาณการของสหประชาชาติคาดว่าประชากรไทยจะถึงจุดสูงสุดภายในปี 2030 โดยประชากรวัยทำงานได้ผ่านจุดสูงสุดไปล่วงหน้าแล้วตั้งแต่ปี 2012 และจะหดตัวอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 0.7% จนลดลงเหลือสัดส่วนเพียง 60% ของประชาการทั้งหมดในปี 2030 จาก 70% ในปี 2012 ขณะที่ประชากรวัยเด็กมีแนวโน้มลดลงเฉลี่ยปีละ 1.8% ต่อปีจนถึง 2030 ทั้งหมดนี้สวนทางกับประชากรผู้สูงอายุกลับมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 10% ในปี 2012 เป็น 20% ในปี 2023
ประชากรวัยทำงานและวัยเด็กที่ลดลง ผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น สร้างความท้าทายกับเศรษฐกิจไทยอย่างน้อยใน 2 ด้านหลัก ประเด็นแรก คือ กำลังซื้อในประเทศจะลดลง และจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อไทยเคลื่อนตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ กำลังซื้อสินค้าคงทนอย่างรถยนต์และสินค้าฟุ่มเฟือยต่าง ๆ คาดว่าจะหดตัวลง แต่สินค้าอย่างสินค้าหรือบริการด้านสุขภาพและสินค้าจำเป็นจะเติบโตมากขึ้น
ประเด็นที่สอง คือ นอกจากกำลังแรงงานลดลงแล้ว ผลิตภาพแรงงานก็ลดลงด้วย โดยกำลังแรงงานผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในปี 2012 และจะมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ ขณะที่ผลิตภาพแรงงานที่สะท้อนความสามารถในการทำงานของแรงงานไทยก็ชะงักงันหรือเติบโตได้เล็กน้อยมาในช่วงเวลาใกล้เคียงกันจนถึงปัจจุบันเช่นเดียวกัน
“ทุน” การลงทุนหายไปตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง
ระดับการลงทุนในเศรษฐกิจไทยหายไปนับตั้งแต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง จากที่มีการสะสมทุนเฉลี่ยปีละ 6.6% ต่อปี ลดลงเหลือ 2.1% ตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา
KKP Research มองว่าฐานผู้บริโภคที่หดตัวลง การค้าโลกที่ผ่านยุคทองไปแล้ว ความสามารถในการแข่งขันโดยรวมที่ลดลง และการขาดการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐที่จะช่วยกระตุ้นการลงทุนจากภาคเอกชน มีส่วนทำให้การสะสมทุนในช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้งลดลง ขณะที่แนวโน้มในอนาคต ความขัดแย้งของภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทาน การค้าและการลงทุนโลกที่กำลังเปลี่ยนไปจะสร้างความไม่แน่นอนและความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นอีก
ซ้ำร้ายปัญหาหนี้ครัวเรือน และหนี้ภาคเอกชนที่สูงขึ้น คุณภาพของหนี้ที่ลดลง นโยบายการเงินที่ตึงตัวเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ และการระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในระยะหลัง ทำให้โอกาสที่จะขยายการลงทุนในเศรษฐกิจไทยโดยรวมลดลงไปด้วย
“เทคโนโลยี” - ขาดการพัฒนาทำให้ผลิตภาพแรงงานอยู่ในช่วงขาลง
อีกทางหนึ่งที่สามารถชดเชยกำลังแรงงานได้คือการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อทำให้แรงงาน 1 คน หรือ ทุน 1 หน่วยสามารถผลิตสินค้าและบริการได้มากขึ้น หรือคือมี ‘ผลิตภาพ’ หรือ ‘productivity’ มากขึ้น
แม้ว่าผลิตภาพของไทยส่วนหนึ่งจะได้รับผลกระทบจาก “วัฏจักรเศรษฐกิจ” ในระยะสั้น แต่ภาพในระยะยาวจากข้อมูลของ Penn World Table พบว่าผลิตภาพในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
3 ปัจจัยที่ทำให้ผลิตภาพของไทยลดลง 1) การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนภาคบริการที่มีมูลค่าเพิ่มหรือผลิตภาพต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรม 2) คุณภาพของการศึกษาที่นำไปสู่ปัญหาคุณภาพแรงงาน และ 3) การขาดการลงทุน ทั้งจากธุรกิจภายในประเทศและจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และขาดนโยบายสนับสนุนนวัตกรรมและการเพิ่มผลิตภาพแรงงานหากไม่มีการลงทุนที่จะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่สำคัญต่อเศรษฐกิจในอนาคตและทุนมนุษย์ คงเป็นไปได้ยากที่ผลิตภาพจะเพิ่มขึ้นจนสามารถชดเชยจำนวนแรงงานหรือทุนที่ลดลงไป
4 ข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้มีการเสนอแนะว่า รัฐบาลไทยควรปฏิรูปใน 4 ด้าน เพื่อยกระดับศักยภาพ GDP อีกครั้ง
- เพิ่มผลิตภาพ ดึงดูดแรงงานทักษะสูง ด้วยการปฏิรูปการศึกษาเพื่อเพิ่มแรงงานทักษะสูงที่จะมาพร้อมกับการลงทุนใหม่ ๆ
- การเปิดเสรีภาคบริการ ส่งเสริมและเพิ่มการแข่งขันในภาคบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง รวมไปถึงการแก้ไขกฎหมายระเบียบข้อบังคับที่เป็นอุปสรรคอื่น ๆ ในการทำธุรกิจ
- เพิ่มผลิตภาพของภาคเกษตร ภาคการเกษตรนับเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพต่ำสุด แต่มีความสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจมากในแง่ของสัดส่วนแรงงาน การเพิ่มผลิตภาพของภาคเกษตรและแรงงานในภาคเกษตร และการเพิ่มมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตร จะช่วยเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจไทยได้อีกมาก
- ปฏิรูปภาคการคลัง เพราะสังคมผู้สูงอายุย่อมนำไปสู่ความเสี่ยงทางด้านการคลังของประเทศโดยตรง การที่ฐานภาษีที่อยู่ในระดับต่ำ (สัดส่วนรายได้ต่อ GDP อยู่ที่เพียงไม่ถึง 15% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของหลายประเทศ) และรายจ่ายด้านสาธารณสุขที่สูงขึ้นต่อเนื่อง จึงเป็นไปได้ยากที่ภาครัฐจะสามารถลงทุนขนาดใหญ่เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยได้อย่างจริงจัง หากไม่จัดการปัญหาด้านภาระทางการคลังเสียก่อน
ข้อมูลจาก KKP Research ทั้งหมดนี้น่าจะทำให้ผู้อ่านตระหนักถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับคนไทยในเวลานี้และอนาคต คงไม่น่าแปลกใจหากจากนี้ไปจะมีข่าวคนตกงาน ธุรกิจปิดกิจการลงไป หรือแม้ตลาดหุ้นไทยที่ดูซบเซา…ปัญหาเชิงโครงสร้างสำหรับเศรษฐกิจไทย เป็นเรื่องใหญ่มากที่ยังรอการแก้ไขอย่างจริงจังและจริงใจ เพราะคงไม่มีใครอยากอยู่ในช่วง “ทศวรรษที่หายไป” อย่างแน่นอน
ที่มา:KKP Research บทวิเคราะห์เรื่อง "เศรษฐกิจไทยสู่ยุคโตต่ำ 2%"
ทศวรรษที่หายไป VS ทศวรรษแห่งความรุ่งโรจน์
การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจาก “รัฐบาลที่มาจากทหาร” ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มาเป็นรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ ในปี 2531 จนถึงปี 2534 นั้น นายกชาติชายได้ประกาศ “แนวทางใหม่” ของประเทศ จากการที่เคยสู้รบกับเพื่อนบ้านมาเป็น “ทำสนามรบให้เป็นสนามการค้า” คือค้าขายกับเพื่อนบ้าน และเปลี่ยนนโยบายประเทศมาเป็นแบบ “ทุนนิยมเสรี” เต็มที่ ส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนและเป็น “มิตรกับนักธุรกิจ” ว่าที่จริงคณะรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำพรรคการเมืองนั้นต่างก็มาจากนักธุรกิจหรือเป็นคนที่มีนักธุรกิจสนับสนุนในการเลือกตั้งจำนวนมาก
ช่วงระหว่างการบริหารงานของรัฐบาลชาติชายนั้น ประเทศไทยยึดหลักการเป็นตลาดทุนนิยมเสรีมาก มีการเปิด “เสรีทางการเงิน” อนุญาตให้เงินต่างประเทศไหลเข้าออกแบบเสรีซึ่งรวมถึงการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นด้วย ผลก็คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับตัวขึ้นอย่างแรง ช่วงหนึ่งเคยปรับจากประมาณ 320 จุด เป็น กว่า 1,100 จุด หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 250% ในเวลาเพียง 2.5 ปี คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละถึง 65% และนี่ก็น่าจะเป็นผลจากนโยบายใหม่ของรัฐบาลที่ “Pro Business” หรือสนับสนุนธุรกิจเอกชนและเปิดตลาดเสรีมากขึ้น
ช่วงเวลาขณะนี้ที่ประเทศไทยมีการเลือกตั้งและกำลังเปลี่ยนรัฐบาลที่มีนโยบายแตกต่างจากเดิมค่อนข้างมาก แต่ดูเหมือนว่าตลาดหุ้นจะไม่ตอบสนองในทางที่ดีอย่างกรณีของประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หรืออย่างในกรณีของช่วงนายกชาติชายเมื่อ 35 ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม นี่เพียงเพิ่งจะเริ่มต้นไม่กี่วัน อนาคตอีก 2-3 เดือนเมื่อตั้งรัฐบาลเสร็จหรืออีก 1-2 ปี ข้างหน้า เราก็จะรู้ว่านโยบายหรือการปฏิบัติจะเป็นอย่างไรและจะตอบสนองต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศแค่ไหน
ในระหว่างนี้ผมคิดว่าผู้ที่จะรับผิดชอบประเทศต่อไป ก็ควรจะดูสัญญาณจากดัชนีตลาดหุ้นว่า สิ่งที่จะทำนั้นจะมีผลบวกหรือเป็นลบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวแค่ไหน อย่าคิดว่าตลาดหุ้นนั้น เป็นเสียงของคนส่วนน้อย เพราะนี่เป็นเสียงของคนที่เป็นหรืออยู่ในศูนย์กลางของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่สามารถทำนายได้ว่าอนาคตของเศรษฐกิจไทยจะไปทางไหน ถ้าหุ้นขึ้นก็มักจะแปลว่านโยบายหรือสถานการณ์ไปถูกทาง ถ้าหุ้นลงก็เป็นตรงกันข้าม
‘ว่าที่เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย’ และ ‘มหัศจรรย์แห่งเอเชีย’ (Miracle of Asia) คือคำที่ทั่วโลกใช้นิยามเศรษฐกิจไทยในช่วง 1980s-1990s ที่เติบโตอย่างร้อนแรงจนเป็นที่น่าจับตา
แต่ฉับพลันเมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1997 คำเหล่านั้นก็กลายเป็นเพียงอดีต เศรษฐกิจไทยไม่อาจกลับไปลิ้มรสช่วงเวลาอันหอมหวานอย่างเคยได้อีก
หากย้อนมองช่วง 10 ปีระหว่างปี 2006-2015 การเติบโตของเศรษฐกิจไทยห่างไกลจากช่วงเวลาก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งมากนัก ซ้ำร้ายกว่านั้น ยังโตช้ากว่าหลายประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน ช่วงเวลานั้นจึงอาจเรียกได้ว่าเศรษฐกิจไทยตกอยู่ใน ‘ทศวรรษที่สูญหาย’ (Lost Decade)
ถึงแม้เวลาจะล่วงเลยมาถึงปี 2021 ซึ่งนับได้ว่าเป็นจุดกึ่งกลางอีกหนึ่งทศวรรษ 2016-2025 เศรษฐกิจไทยก็ดูจะไม่ได้ดีขึ้นจากทศวรรษที่แล้วเท่าไหร่นัก หากสภาพเศรษฐกิจยังคงเป็นอย่างนี้เรื่อยไปหรือตกต่ำกว่านี้ลงไปอีก คำว่าทศวรรษที่สูญหายคงไม่เพียงพอ แต่เป็น ‘สองทศวรรษที่สูญหาย’
ความวุ่นวายและไร้เสถียรภาพของการเมืองไทยมักถูกมองว่าเป็นตัวการสำคัญที่ฉุดเศรษฐกิจไทยลงต่ำ หากแต่ความจริง นั่นเป็นเพียงจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งของภาพทั้งหมดเท่านั้น ยังมีอีกหลายปัญหาที่พาประเทศไทยลงสู่ทศวรรษที่สูญหายอย่างที่ยังไม่เห็นทางออก
101 ชวน สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ และกรรมการผู้จัดการด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละ จำกัด และ พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) ร่วมตีโจทย์เศรษฐกิจไทย พาประเทศหลุดพ้นจาก(สอง)ทศวรรษที่สูญหาย
เศรษฐกิจไทยกับ(สอง)ทศวรรษที่สูญหาย
สฤณีอ้างอิงถึงบทความ The Thai Economy: A Lost Decade? ของกฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่เขียนไว้ในหนังสือ Coup, King, Crisis: A Critical Interregnum in Thailand (2020) โดยให้ข้อมูลว่า ในช่วงปี 2006-2015 อัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยโดยเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ร้อยละ 3.2 ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งโตได้ถึงร้อยละ 7.7 ต่อปี ระหว่างปี 1971-1995 และยังน้อยกว่าช่วงหลังวิกฤตระหว่างปี 1999-2005 ซึ่งยังคงโตได้เฉลี่ยร้อยละ 5.2 ต่อปี
นอกจากจะโตช้าลงกว่าเดิมมากแล้ว เศรษฐกิจไทยที่โตด้วยตัวเลขร้อยละ 3.2 ยังถือว่าโตช้าสุดในกลุ่มอาเซียน ยกเว้นบรูไน และเมื่อดูตัวเลขรายได้มวลรวมสะสม (Cumulative GDP) ระหว่างปี 2006 ถึง 2015 จะพบว่าโตอยู่ที่ร้อยละ 35 ขณะที่ชาติอาเซียนอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายกับไทย อย่างการเป็นประเทศเศรษฐกิจเปิดขนาดเล็ก และพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ต่างมีตัวเลขการเติบโตที่สูงกว่าของไทย อย่างเช่นเวียดนามที่โตถึงร้อยละ 70 ขณะที่มาเลเซียโตร้อยละ 53
งานเขียนของกฤษฎ์เลิศชี้ว่าหนึ่งในสาเหตุที่ฉุดให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแรงลงในช่วงทศวรรษ 2006-2015 ก็คือความวุ่นวายและไร้เสถียรภาพทางการเมือง นับตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารปี 2006 โดยมีวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2007-2008 เข้ามาผสมโรง
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงเหตุผลส่วนเดียวเท่านั้น งานเขียนให้ข้อสรุปว่า ที่จริงแล้วเศรษฐกิจไทยเริ่มอ่อนแอตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการเมืองและวิกฤตเศรษฐกิจโลก เป็นเพราะมีปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวหลายอย่างที่ไม่ได้รับการแก้ไข โดยปัญหาการเมืองและปัจจัยภายนอกอย่างวิกฤตเศรษฐกิจโลกเป็นเพียงตัวที่เข้ามาซ้ำเติมให้สถานการณ์แย่ลงเท่านั้น
ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวของเศรษฐกิจไทยประกอบด้วย 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การขาดการพัฒนาผลิตภาพ การเข้าสู่สังคมสูงวัย ปัญหาด้านการศึกษา และความเหลื่อมล้ำ
ขณะที่พิพัฒน์ก็มองปัญหาพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยคล้ายกัน โดยสรุปเป็นวลีสั้นๆ ว่า “แก่ เจ็บ จน คนน้อย ด้อยศึกษา ปัญหาเหลื่อมล้ำสูง”
ในประเด็นการขาดการพัฒนาผลิตภาพ สฤณีขยายความว่า “ตั้งแต่หลังปี 2006 เราจะเห็นว่าเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอดีตเริ่มช่วยเราได้ไม่เยอะอีกต่อไปแล้ว แต่เรายังไม่คิดเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง การส่งออกของเรายังไม่ได้ปรับตามโครงสร้างซัพพลายเชนของโลกที่เปลี่ยนไป เช่น เรายังคงผลิตและส่งออกฮาร์ดดิสก์และพวกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ที่ทุกวันนี้เติบโตช้าลงแล้ว เพราะทั่วโลกหันไปใช้อุปกรณ์อย่างแท็บเล็ตและทัมป์ไดร์ฟกันแล้ว”
ขณะที่พิพัฒน์กล่าวว่า “หลังโควิด เราเห็นประเทศอย่างจีน ไต้หวัน และเวียดนาม มีการส่งออกที่รีบาวด์กลับขึ้นไป 30-40% จีนรีบาวด์ไปถึง 60% ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ แต่ของไทยเพิ่งจะกลับมาบวกได้ 2-3% เมื่อเดือนที่ผ่านมา พอไปไล่ดูสาเหตุก็พบว่า สัดส่วนการส่งออกสินค้าไฮเทคของเรามีแค่ 20-30% ของการส่งออกทั้งหมด น้อยกว่าประเทศอื่นเยอะ อย่างเวียดนามยังมีสัดส่วนเกิน 50-60%”
“เราไม่ใช่จุดหมายปลายทางของการลงทุนจากต่างประเทศอีกต่อไป จากเดิมเรามีสัดส่วน FDI (Foreign Direct Investment) ประมาณครึ่งหนึ่งของกลุ่มอาเซียน แต่ทุกวันนี้เหลือเพียง 10-20% ถ้าไปดูสินค้าที่เราส่งออก จะเห็นว่าแทบไม่มีของไทย เราเป็นประเทศรับจ้างผลิตอย่างแท้จริง แล้วพอต่างประเทศรู้สึกว่าต้นทุนเราแพง ก็จะเริ่มย้านฐานการผลิตออก ทำให้การลงทุนใหม่ๆ เริ่มไม่มาหา เพราะฉะนั้นเรื่องของการถ่ายทอดความรู้ (Knowledge Transfer) เลยไม่เกิดขึ้น” พิพัฒน์เสริม
ถัดจากการพัฒนาผลิตภาพ สฤณีพูดถึงประเด็นสังคมสูงวัย โดยชี้ว่า “ประเทศไทยไม่ได้เข้าสู่สังคมสูงวัยธรรมดา แต่เข้าสู่สังคมสูงวัยสุดขั้ว (Extreme Aging Society) หรือเรียกว่าเรากำลังจะ ‘แก่ก่อนรวย’ ขณะที่ประเทศอื่นในอาเซียนที่เป็นคู่แข่งกับเรา ยังมีการเติบโตของประชากรวัยแรงงานค่อนข้างเยอะ”
พิพัฒน์เสริมประเด็นนี้ว่า “เราเป็นประเทศที่กำลังเผชิญทั้งความท้าทายจากโครงสร้างประชากร และเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเรื่องของการผลิตที่ต้องใช้แรงงานเยอะ อย่างไรก็ตาม เราไม่ใช่ประเทศเดียวที่เจอปัญหานี้ ประเทศที่เป็นเสือเศรษฐกิจ 4 ตัวก็เจอปัญหานี้หมด แต่สุดท้ายเขาสามารถหลุดออกมาได้ ด้วยการอัพเกรดเทคโนโลยี ขณะที่เราแทบไม่ได้อัพเกรด แต่ไปแก้ปัญหาด้วยการนำเข้าแรงงานจากประเทศอื่นๆ ทำให้ต้นทุนแรงงานของเรายังอยู่ระดับค่อนข้างต่ำ และขณะเดียวกัน การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็เกิดขึ้นค่อนข้างช้า”
นอกจากนี้ สฤณีพูดถึงอีก 2 ประเด็นที่เหลือคือปัญหาการศึกษาและความเหลื่อมล้ำว่า “เรามีปัญหาในสองประเด็นนี้มากขึ้นในระยะหลัง ถึงแม้เราจะพูดเรื่องการปฏิรูปการศึกษากันเยอะ แต่ตัวเลขผลสัมฤทธิ์การศึกษาเช่น PISA ที่วัดผลเทียบเด็กไทยกับเด็กต่างประเทศ กลับไม่สะท้อนอย่างนั้น หรือแม้กระทั่งในโลกการทำงาน เราก็จะเห็นชัดเจนว่า ทำไมบริษัทเอกชนใหญ่ๆ หลายแห่งถึงออกไปตั้งสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานของตัวเอง เพราะฉะนั้นปัญหาการศึกษาเรื้อรังมากและน่าจะแย่ลงอีก”
“การจะปรับโครงสร้างให้เราตามทันโลกมากขึ้น เช่นการปรับการส่งออกให้วิ่งตามซัพพลายเชนของโลกที่เปลี่ยนไป หรือการหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ จำเป็นต้องอาศัยคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ หรือเทคโนโลยีเข้ามาขับเคลื่อนมากกว่าในอดีตที่เราเคยอาศัยแรงงานทักษะต่ำ เรื่องนี้จึงผูกโยงกับประเด็นการศึกษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยิ่งเรามีปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งในที่นี้รวมไปถึงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โอกาสที่เราจะมีภาคการส่งออกที่ปรับตัวได้เร็วทันกระแสโลกก็จะลำบาก” สฤณีกล่าว
1ในฐานะที่เป็น VI ที่เน้นการลงทุนระยะยาวและปกติก็จะถือหุ้นแต่ละตัวเกินกว่า 5 ปี หลายตัวถือเกิน 10 ปี ผมจึงสนใจพัฒนาการทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และตลาดหุ้นในระยะยาวว่าเป็นอย่างไร ข้อสรุปของผมที่ผ่านมาก็คือ คนไทยและโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนในตลาดหุ้นค่อนข้างโชคดีที่ได้อาศัยและลงทุนในสังคม เศรษฐกิจ และตลาดหุ้น ที่เอื้ออำนวยให้เราเจริญเติบโตขึ้นค่อนข้างจะดีเป็นเวลาน่าจะไม่น้อยกว่า 50-60 ปีขึ้นไป ผลตอบแทนสำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นไทยระยะยาวก็ค่อนข้างจะโดดเด่นใน “ระดับโลก” ที่ประมาณเกือบ 10% ต่อปีแบบทบต้นเป็นเวลากว่า 40 ปี อย่างไรก็ตาม พัฒนาการในช่วงประมาณ 6-7 ปีที่ผ่านมานั้นกลับค่อนข้าง “น่าผิดหวัง” ตัวเลขและข้อมูลทางด้านคุณภาพของเศรษฐกิจ สังคมการเมืองและตลาดหุ้นที่เคยโดดเด่นนั้นกำลังตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ไม่รู้ว่ามันจะ Turnaround หรือฟื้นกลับขึ้นมาได้อย่างไร พูดตามตรง ผมกำลังกลัวว่าเรากำลังเดินหน้าไปสู่ภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Lost Decade” หรือ “ทศวรรษที่หายไป”
แรกเริ่มนั้น Lost Decade เป็นคำที่ใช้เรียก “วิกฤติเศรษฐกิจ” ของญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษที่ 1990 หลังจากที่ญี่ปุ่นเติบโตขึ้นสุดยอดตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงช่วงทศวรรษที่ 1980 ที่ GDP ต่อหัวของญี่ปุ่นสูงที่สุดในโลกและเรื่องราวต่าง ๆ ของระบบการบริหารของบริษัทญี่ปุ่นเช่น Just In Time หรือชื่อเสียงของบริษัทอย่างโซนี่และโตโยต้านั้นเป็นแบรนด์เนมที่คนยอมรับกันทั้งโลก แต่หลังจากนั้น ในช่วงตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 แรงเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐก็ทำให้เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำลง การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เคยสูงมากลดลงจนเหลือเพียงประมาณ 1% เศษ ๆ ต่อปีซึ่งต่ำกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอื่น ๆ มาก เช่นเดียวกับตลาดหุ้นที่ถดถอยลงตกต่ำลงอย่างหนักต่อเนื่องยาวนานเกินกว่า 10 ปีและต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้หรือพูดง่าย ๆ ว่ายังไม่ฟื้นหลังจากผ่านมากว่า 20 ปีแล้ว
ในสหรัฐอเมริกาเองนั้น Lost Decade ก็เคยเกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่ช่วงปี 2000 ที่เกิดวิกฤติ Dotcom ที่บริษัทไฮเท็คที่จดทะเบียนในตลาดนาสดาคเกิดปรากฎการณ์ “ฟองสบู่แตก” และตามมาด้วยวิกฤติอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นในปี 2008 ทำให้ความมั่งคั่งของคนอเมริกันหดหายไปมากส่งผลให้ต้องลดค่าใช้จ่ายซึ่งทำให้เศรษฐกิจของประเทศในช่วงทศวรรษนี้เติบโตถดถอยลงไปมากที่สุดในช่วงหลาย ๆ ทศวรรษที่ผ่านมา ผลตอบแทนของตลาดหุ้นนั้นติดลบปีละประมาณเกือบ 10% โดยเฉลี่ยซึ่งเลวร้ายยิ่งกว่าวิกฤติตลาดหุ้นครั้งใหญ่ในช่วงทศวรรษ 1930
คนอเมริกันตกงานกันมากมาย อาชีพในโรงงานอุตสาหกรรมหายไปกว่า 30% แต่หลังจากนั้นในปี 2013 เศรษฐกิจอเมริกันก็เริ่มฟื้นอานิสงส์จากการอัดฉีดเงินมโหฬารเข้าสู่ระบบผ่านการทำ QE ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวอย่างแรง ถึงสิ้นปี 2013 ดัชนี S & P ก็ทำสถิติสูงสุดใหม่และยังทำสถิติสูงสุดมาเรื่อย ๆ จนถึงทุกวันนี้ การจ้างงานเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์เฉพาะอย่างยิ่งจากภาคเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นดิจิตอล การเติบโตทางเศรษฐกิจกลับมาสู่ภาวะร้อนแรงและยังมีอนาคตอีกนานแตกต่างจากญี่ปุ่นที่ดูเหมือนว่ากำลังถดถอยลงไปเรื่อย ๆ ในระดับโลก ความแตกต่างอย่างหนึ่งซึ่งเด่นชัดมากน่าจะเป็นเพราะว่าคนญี่ปุ่นนั้นแก่ตัวลงแบบสมบูรณ์ในขณะที่อเมริกายังไม่เป็นแบบนั้นอานิสงค์จากผู้อพยพที่ยังหลั่งไหลเข้าไปอยู่แม้ว่าจะยากขึ้นเนื่องจากนโยบายของประธานาธิบดีทรั้มป์
กลับมาที่เมืองไทย ภาวะเศรษฐกิจที่ดีเยี่ยมและดีนั้นดูเหมือนว่าจะสิ้นสุดในปี 2555 ที่เศรษฐกิจเติบโตขึ้นถึง 7.2% หลังจากภาวะน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ที่ทำให้เศรษฐกิจหดตัวลงอย่างแรงโตเพียง 0.8% หลังจากนั้นคือตั้งแต่ปี 2556 เศรษฐกิจไทยก็ถดถอยลงตามลำดับ โตโดยเฉลี่ยแค่ประมาณ 3% ต่อปี และแทบไม่เคยโตได้เกิน 4% ต่อปีในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา บางคนอาจบอกว่าเศรษฐกิจไทยไม่เลวร้าย คนไทยยังมีเงินมหาศาล เงินล้นและถูกนำไปฝากในระบบธนาคารซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์มานานมาก ฐานะเงินสำรองของประเทศสูงเป็นประวัติการณ์และสูงมากซึ่งทำให้ค่าเงินบาทแข็งตัวอย่างมากในช่วงเร็ว ๆ นี้ ปัญหาทางเศรษฐกิจและการเงินของไทยไม่มีแน่นอน แต่นี่ก็คือสถานการณ์ของญี่ปุ่นในช่วง Lost Decade หลายสิบปีมาแล้ว คนญี่ปุ่นในช่วงนั้นมีเงินเก็บสูงมากและไม่นำเงินออกมาใช้ทำให้การบริโภคไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้การผลิตและการลงทุนไม่เพิ่มขึ้นทั้ง ๆ ที่อัตราดอกเบี้ยต่ำมาก กลายเป็น “Liquidity Trap” บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าคนญี่ปุ่นในช่วงนั้นต้องรีบออมเงินเพื่อการเกษียณก็เป็นได้
เศรษฐกิจที่ไม่ดีต่อเนื่องมาเกือบ 7 ปี อาจจะมีผลต่อตลาดหุ้นไทยที่ดูเหมือนว่าจะไม่ไปไหนมาเกือบ 7 ปีเหมือนกัน ประมาณ เดือนเมษายน ปี 2556 หรือกว่า 6 ปีมาแล้วหลังจากประกาศงบการเงินประจำปีของบริษัทจดทะเบียน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ประมาณ 1,600 จุด มาถึงวันที่ 6 ธันวาคม 2562 ดัชนีอยู่ที่ประมาณ 1,560 จุดหรือลดลง 40 จุดในเวลา 6 ปี และในระหว่างนั้น ส่วนใหญ่แล้วดัชนีก็แกว่งไม่เกิน 100 จุด คนที่ลงทุนระยะยาวอิงกับดัชนีได้แค่ปันผลจากการลงทุนในแต่ละปี คนที่เทรดหุ้นและเสียค่าคอมมิชชั่นส่วนใหญ่น่าจะขาดทุนจากการเล่นหุ้นในตลาด คำถามก็คือ อีก 3-4 ปีก็จะครบ 10 ปีหรือหนึ่งทศวรรษ เป็นไปได้ไหมว่าดัชนีก็อาจจะไม่ไปไหนและนั่นสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนระยะยาวตามดัชนีอาจจะแทบไม่ได้อะไรและจะกลายเป็น Lost Decade หรือทศวรรษที่หายไปในการลงทุนอย่างที่เคยเกิดมาแล้วในญี่ปุ่นหรือในสหรัฐฯ ในช่วงเวลาหนึ่ง
การตอบคำถามนี้ก็ต้องดูว่าภาวะทางเศรษฐกิจของไทยนับจากนี้ไปอีก 3-4 ปีและต่อ ๆ ไปจะเป็นอย่างไร คำตอบที่มาจากการศึกษากรณีของญี่ปุ่นและบางส่วนจากสหรัฐนั้นดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยดีนัก
ย้อนหลังกลับไปถึงตอนสิ้นปี 2545 หรือ 5 ปีหลังภาวะวิกฤติปี 2540 ตัวเลขต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจของไทยก็ดูเหมือนว่าจะฟื้นแล้ว เศรษฐกิจในปี 2545 เติบโตขึ้น 6.1% หลังจากที่ติดลบมา 2 ปีต่อเนื่องจากปีวิกฤติและเติบโตขึ้นอย่างช้า ๆ ต่อมาอีก 3 ปี ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เมื่อสิ้นปี 2545 คือ 356 จุดซึ่งก็ยังต่ำกว่าตอนสิ้นปี 2540 ที่เกิดวิกฤติที่ 373 จุด และนี่คือ “โอกาสทอง” ของการลงทุน เพราะหลังจากนั้นอีกหนึ่งทศวรรษคือเดือนเมษายนปี 2555 ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเป็น 1,600 จุด หรือเป็น 4.5 เท่า คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 16.2 % ไม่รวมปันผล และกลายเป็น “ทศวรรษทอง” ของการลงทุนโดยเฉพาะของนักลงทุนแบบ VI ซึ่งเริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นอย่างจริงจังในช่วงเวลาเดียวกันนั้น
การสิ้นสุดของ “ทศวรรษทอง” และตามมาด้วย “ทศวรรษที่หายไป” นั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งในกรณีของญี่ปุ่นและสหรัฐ เวลานี้อาจจะมีคำถามว่าจะเป็นในกรณีของไทยด้วยไหมหลังจากที่เศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยหงอยเหงามาเกือบ 7 ปีแล้วและเต็มไปด้วยปัญหาที่คล้าย ๆ กับกรณีของญี่ปุ่นซึ่งรวมถึงประชากรที่แก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว และถ้าเกิดขึ้นจริงคือในอีก 3-4 ปีข้างหน้า หลังจากนั้นเราจะเป็นเหมือนสหรัฐที่ฟื้นตัวหรือเป็นแบบญี่ปุ่นที่ “Lost” ต่อไป นี่เป็นสิ่งที่คนไทยจะต้องคิดและตระหนักและหาทางแก้ไข ขั้นแรกก็คือพยายามอย่าให้มันเกิด ประการต่อมาก็คือ ถ้ามันเกิดขึ้นจะทำอย่างไรต่อไป ผมเองก็ไม่มีคำตอบ ตอนนี้ก็ได้แต่สวดมนต์และคิดว่าโดยส่วนตัวจะต้องทำอะไรหรืออาจจะต้องทำอะไรในอนาคต แต่บางครั้งผมก็คิดว่าเราไม่ควรกังวลเกินไป ยังไงเราก็เอาตัวรอดได้ เรา “ผ่านร้อนผ่านหนาว” มามาก และ “ในวิกฤติก็มีโอกาสเสมอ”
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
.jpg)

.png)
.png)


.jpg)


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น